คิดบวก พลังบวก เพิ่มพลังใจ

แชร์ให้เพื่อน

ความเครียด สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ความเครียดส่วนใหญ่เกิดจากปัจจัยหลายอย่าง เรื่อง เศรษฐกิจ การเงิน เรื่องสุขภาพ เรื่องครอบครัวเรื่องเหล่าประสบกันทุกคน คนที่ประสบปัญหาจนเกิดภาวะเครียด เกิดจากไม่สามารถควบคุมความคิดของตนเองได้จากปัจจัยที่เข้ามากระทบ ความคิดของคนเราคิดได้ร้อยแปดพันอย่างคิดได้ตลอด 24 ชั่วโมง เดี๋ยวคิดถึงอดีต เดี๋ยวคิดถึงปัจจบัน เดี๋ยวคิดถึงอนาคต คิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ คิดคิดในแง่บวกและแง่ลบ ภาษาพระเรียกว่าฟุ้งซ่าน คนเราเมื่อคิดในด้านลบบ่อย ๆ ทำให้ตนเองเกิดความท้อแท้หมดกำลังใจ เกิดปัญหาความสัมพันธ์ทั้งกับตนเองและครอบครัว คนรอบข้างก็พลอยไม่สบายใจไปด้วย คนที่คิดแต่ในด้านลบทำให้คุณภาพชีวิตตกต่ำลง กระทบต่อการเรียน การทำงาน คนที่คิดแต่เรื่องลบ ๆ เรามองไม่ยาก หน้าตาจะไม่สดใส ดูแล้วรู้สึกเหมือนครุ่นคิดอะไรตลอด หน้าบึง ตาแข็ง ใครเห็นก็ไม่อยากเข้าใกล้ หากปล่อยให้เหตุการณ์เป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ อาจพัฒนาไปถึงขั้นป่วยทางจิต หรือเป็นโราคซึมเศร้าได้ ใครที่มีบุคคลในครอบครัวกำลังมีอาการดังนี้ให้คอยสังเกตูและเฝ้าพฤติกรรมให้ดี เพราะคนที่ป่วยจนถึงภาวะซึมเศร้าอาจคิดร้ายทำร้ายตนเองได้

อย่ากระนั้นเลย เมื่อเรารู้แล้วว่าคนเราทุกคนมีความเสี่ยงในด้านความเครียดกัน เราอย่าให้ความเครียดเป็นตัวบั่นทอนจิตใจ ให้หาทางแก้ด้วยการคิด้านบวกกันเข้าไว้ ถ้าเรียกตามศัพท์สมัยเรียกว่า พลังบวก วันนี้เราจึงมีบทความดี ๆ เพื่อให้ทุกท่านได้นำไปปรับปรุ่งคุณภาพชีวิต เคล็ดวิธีง่าย ๆ 8 ข้อ ให้ท่านนำไปใช้

หากตนเองวัน ๆ วนเวียนคิดแต่เรื่องลบ ๆ  แต่คนส่วนใหญ่มักคิดถึงสิ่งต่างๆ ในแง่ลบ ทั้งนี้เกิดจากความรู้สึกไม่มั่นคง ไม่มั่นใจต่อตนเอง ต่อผู้อื่น ต่อสภาพแวดล้อม การคิดลบทำให้เกิดข้อเสียมากมาย เช่น การคิดลบต่อตนเองทำให้เกิดความท้อแท้หมดกำลังใจ (คนที่กำลังท้อแท้ หมดกำลังใจ แนะนำอ่านบทความนี้ ท้อแท้ทำไม มาเติม กำลังใจ กันดีกว่า) การคิดลบต่อผู้อื่นทำให้เกิปัญหาความสัมพันธ์กับคนรอบข้างทั้งในครอบครัว ในที่ทำงาน หรือในสังคมเพื่อนฝูง การคิดลบต่อเหตุการณ์ในอดีตก็ทำให้เกิดปัญหาได้ เช่น ความผิดหวัง เสียใจ คิดโทษตำหนิตนเอง หรือโทษผู้อื่น ทำให้เกิดความโกรธแค้น ติดค้างอยู่ในใจ การคิดลบต่อเหตุการณ์อนาคตที่ยังมาไม่ถึงเป็นการมองโลกในแง่ร้าย ทำให้เกิดความวิตกกังวลและถ้ามีมากเกินไปก็บั่นทอนความสามารถในการรับมือกับปัญหาในชีวิตหรือแม้แต่ทำให้เกิดการล้มป่วยลงได้ คนที่มองสิ่งต่างๆ ในแง่บวก จะได้รับสิ่งที่ตรงกันข้าม คือ มีกำลังใจในการเผชิญชีวิต การมองผู้อื่นในแง่บวกได้ก็จะมีสัมพันธภาพที่ดีกับคนรอบข้าง ไม่ค่อยมีความขัดแย้ง ความเครียดก็น้อย คนที่มองอดีตในแง่บวกได้ สามารถยกโทษ ให้อภัยผู้อื่นหรือตนเองต่อความผิดพลาด ไม่มีภาวะโกรธแค้นหรือเสียใจติดค้างอยู่ภายใน ส่วนการมองอนาคตด้านบวกได้ก็จะทำให้มีความหวัง ความเชื่อมั่น และมีกำลังใจ มีความพยายามที่จะไปต่อได้

9 วิธีคิดบวก พลังบวก

1. ยิ้มเข้าไว้

ในทางการแพทย์ได้มีข้อมูลส่งเสริมว่า ทุกครั้งที่คนเรายิ้ม ร่างกายคนเราจะหลังสารโดพามีน (Dopamine) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำให้มีความสุข และสารเซโรโทนิน (Serotonin) ที่ส่งผลต่ออารมณ์ให้ปลอดโปร่ง การยิ้มเป็นมิตรภาพแห่งอารมณ์สุนทรรีย์ช่วยปรับสภาพและอารมณ์ไม่ให้เราขุ่นหมัว ยิ้มให้กับเพื่อน ยิ้มให้กับคนในครอบครัว รอยยิ้มช่วยทำให้เราได้ระบายความอัดอั้นในใจ ครั้งไหนที่เรารู้สึกแย่ ให้ยิ้มเข้าไว้ เจอปัญหาอะไรให้ยิ้มสู้ ตื่นเข้าให้เรายิ้มกับตัวเองต่อหน้ากระจก บอกกับตัวเองว่าดีใจที่วันนี้เรายังมีลมหายใจอยู่ รอยยิ้มเป็น พลังบวก ที่ได้มาง่าย ๆ วันนี้คุณยิ้มแล้วหรือยัง

2. ใจเย็นอย่าใจร้อน

เมืองไทยเป็นเมืองร้อน แค่อากาศร้อนก็แย่ไม่ไว้ล่ะ ให้ระวังสภาพจิตใจอย่าร้อนตามสภาพอากาศ คนเราวัน ๆ ทำงาน หรือเรียน อาจมีเรื่องร้อนใจพาให้หงุดหงิดหัวใจ เราต้องหมั่นควบคุมอารมณ์ไม่ให้โกรธโม่โหเวลามีปัญหาอะไร ดังคำที่หลวงพ่อพยอมท่านได้บอกเสมอว่า “โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า”  การฝึกไม่ให้โกรธง่าย ๆ คือ ให้นับเลข 1- 10 ในใจ เวลาเจอเหตุการณ์ร้อนใจ หายใจลึก ๆ หลับตา ผ่่อนคลายร่างกายให้สบาย สักพักจิตใจจะเย็นลง ให้ฝึกทำบ่อย ๆ

3. รู้จักให้อภัย

ต่อเนื่องจากข้อที่แล้ว เมื่อเราเจอเหตุการณ์ที่อาจทำให้เราโกธรแล้วเราผ่อนคลายลงได้ ให้เราปล่อยวางและยอมรับมันว่าไม่มีใครทำอะไรได้ถูกใจเราที่สุดเหมือนเราทำเอง การที่คนอื่นพาเรื่องร้อนใจมาให้เราย่อมเป็นเรื่องปกติ ให้เรารู้จักดับอารมณ์ขุ่นมัวและให้อภัยต่อทุกคน เพราะไม่มีใครเจตนาทำให้มันเกิดสิ่งแย่ ๆ ขึ้น การฝึกให้อภัยซึ่งกันและกันเป็นคุณธรรมข้อหนึ่ง การให้อภัยเหมือนการปล่อยวาง ไม่ยึดติดต่ออารมณ์ภายนอก การฝึกการให้อภัยเป็นเรื่องง่ายแค่เราไม่ปล่อยใจไปตามอรมณ์ร้อนเหล่านั้น ปล่อยวาง สงบ ให้อภัย ทุกเรื่องราวก็จะผ่านไป สิ่งดี ๆ พลังบวดก็จะเข้ามาแทนที่

4. มองโลกในแง่ดี

การมองโลกในแง่ดี เป็นทัศนคติบวกที่ดี เป็นเสมือนเข็มทิศขี้นำไปในทางที่ถูกต้อง เหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเราถ้ามองกันจริง ๆ แล้ว มีเพียง 3 เหตุการณ์เท่านั้น คือ 1. ด้านบวก 2. ด้านลบ 3. กลาง ๆ ไม่บวกไม่ลบ ในตลอดวันจะมีเหตุการณ์ 3 อย่างนี้ที่เข้ามากระทบจิตใจเรา ให้เราเลือกสัมผัสกับเหตุการณ์ด้านบวกไว้ เหตุการณ์ด้านลบถ้ามันผ่านเข้ามาอย่าไปเก็บมาคิดต่อ ปล่อยให้มันผ่านไป การมองโลกในแง่ดีเป็นเรื่องที่ฝึกฝนได้ เรื่องดี ๆ ให้เราดีใจ ยิ้มกับโลกไว้ เอาเรื่องดีมาต่อยอดเสริม พลังบวก ให้จิตใจ เรื่องแย่ ๆ อย่านำมาคิดต่อ อย่าไปใส่ใจ ถ้าเราปล่อยมันไปเราก็ไม่มีความกังวลต่อมัน มองโลกให้ในแง่ดีเสมอ

5. พอใจในสิ่งที่ตัวเองมี

ก่่อนอื่นให้เรามองโลกอย่างใจเป็นธรรมก่อนว่า คนเราเกิดมาไม่เท่ากัน บางคนเกิดในตระกูลร่ำรวย บางคนเกิดมาจน บางคนเกิดมาร่างกายสมบูรณ์ บางคนเกิดมาพิการ เรื่องราวนี้ทางพระท่านว่าแล้วต่อบุญวาสนา คนเรามีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธ์ ชีวิตย่อมเป็นไปตามกรรม ให้เราเลิกเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น อย่าไปเปรียบกับคนที่ดีกว่าเราให้มองคนที่ด้อยกว่าเรา คนเราเปรียบเทียบกันไม่ได้ ให้เราหยุดคิดหยุดเปรียบเทียบกับคนอื่น ไม่มีมนุษย์ในโลกนี้ที่จะสมบูรณ์แบบไปหมดทุกอย่าง อย่างดาราบางคนทำไมดังระดับโลก บางคนดังไม่ดัง พระท่านว่าแข่งอะไรแข่งได้ แข่งบุญวาสนาแข่งไม่ได้ ให้เราทำใจยอมรับในสิ่งที่ตัวเองมี สิ่งที่พ่อแม่หามาให้ มองโลกในแง่ดี มองดูตัวเองว่าถนัดอะไร ชอบอะไร ทกคนย่อมมีเรื่องที่ตัวเองเชี่ยวชาญ ให้นำสิ่งนั้นมาเป็นจุดเด่นของเรา ทำต่อไป ต่อยอดไปเรื่อย ๆ สักวันเราต้องสำเร็จตามแนวทางที่เราเลือก

6. ดูแลสุขภาพ

ให้ดูแลตัวเองด้านสุขภาพให้เหมาะสมกับวัย การดูแลสุขภาพต้องทำแบบองค์รวม ดังนี้

  • อาหารการกินควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ การกินอาหารแต่เพียงพอดีไม่กินจนอิ่มมาก ควรกินอาหารที่ผ่านการแปรรูปให้น้อยที่สุด อาหารประเภทของหมักของดองควรงด อาหารทอด ของหวาน ของมัน ๆ ควรลด ให้กินอาหารที่มีส่วนผสมอขงผักทุกมื้อ กินอาหารนึ่งดีกว่าอาหารทอดอาหารปิ้งย่าง
  • นอนหลับ การนอนหลับควรนอนให้ได้วันและ 8 ชั่วโมง ควรเข้านอนแต่หัวคำตื่นแต่เช้ามาสัมผัสอากาศยามเช้าเพิ่มพลังบวก
  • ออกกำลังกาย ควรจัดแผนการออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์และ 4 วัน ครั้งละ 45 นาที รูปแแบการออกกำลังกายควรเป็นแบบแอร์โรบิค เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ เดินเร็ว หรือกีฬาอื่นที่เน้นให้ปอดและหัวใจได้ทำงานอย่างต่อเนื่อง

7. งานอดิเรก

ชีวิตคนเราอย่ามั่วมุ่งทำงานเป็นสิ่งดี แต่การทำงานอย่างเดียวแบบไม่เว้นวรรคเลยกลับเป็นผลเสีย เพราะวัน ๆ จะครุ่นคิดแต่เรื่องงาน ควรมีกิจกรรมอย่างอื่นสอดแทรกเข่้ามาลดความตึงเครียดบางก็ดี การหางานอดิเรกเป็นกิจกรรมที่ดี ให้ท่านมองหาสิ่งที่ชอบส่วนตัว เช่น การปลูกต้นไม้ เลี้ยงสัตว์ สะสมแสตมป์ สะสมพระเครื่อง สะสมเสื้อผ้า รองเท้า เครื่องประดับ การมีงานงานดิเรกย่ามว่างจะช่วยให้จิตใจรู้สึกผ่อนคลายหลังจะทำงานมาทั้งวัน

สำหรับท่านที่นิยมสะสมพระเครื่องเป็นงานอดิเรก แนะนำเข้ามาหาความรู้เรื่องพระเครื่องได้ที่ เว็บไมตรีพระเครื่อง

8. ท่องเที่ยว

บางครั้งการทำงานทุกวันทั้งสัปดาห์ เป็นอะไรที่เหนื่อยล้า หลายคนจึงได้วางแผนผ่อนคลายด้วยการท่องเที่ยว สำหรับแผนการท่องเที่ยวหากเป็นระยะสั้น เสาร์อาทิตย์ บางคนเลือกไปเดินช็อปปิ้งตามห้างในวันเสาร์ วันอาทิตย์อยู่ทำงานบ้าน หรือหากท่องเที่ยวแนวธรรมะในวันหยุดไปไหว้พระ 9 วัด (แนะนำเส้นทางไหว้พระ 9 วัด ตามบทความนี้ ไหว้พระ 9 วัด ในกรุงเทพ สายมูต้องไม่พลาด!) ส่วนการท่องเที่ยวในวันหยุดยาว อาจไปเที่ยวต่างจังหวัด หรือไปต่างประเทศ เพื่อเป็นการให้รางวัลชีวิตอาจเลือกวันหลังจากรับโบนัสประจำปี วันหยุดพักร้อน เป็นต้น

9. หาความสงบ

ภาพการทำงานที่เร่งรีบ การวางแผนธุรกิจที่ต้องเหนือคู่ต่อสู้ทางการตลาด การแข่งขันทางการค้า เป็นปัจจัยเร่งเร้าที่ทำให้สภาพจิตร้อนร้นไปตามสภาพแวดล้อม เราต้องเจอกับสภาพแบบนี้ทุกวันตลอดทั้งสัปดาห์ วัน ๆ เจอแต่เรื่องต้องแข่งขันกันตลอด เราเคยสังเกตตัวเองไหม รู้สึกว่าบางครั้งเราอยากหนีออกไปจากสภาพที่ต้องประสบทุกวัน ๆ แต่ด้วยความรับผิดชอบต่องการทำงานจึงทำให้เราต้องทนอยู่กับเรื่องเหล่านี้ อย่ากระนั้นเลย เราควรหาทางพักผ่อนจิตใจด้วยการอยู่กับตัวเอง ไปปฏิบัติธรรมหาความสงบ ทางพระท่านบอกว่า สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี ให้เราหาโอกาสไปปฏิบัติธรรม 5 วัน 7 วัน รักษาศีล นั่งสมาธิ ถ้าเป็นคุณผู้ชายหากโอกาสไปบวชพระให้ได้สัก 1 พรรษา สุขแห่งความสงบจากธรรมะเป็น พลังบวก คูณสองที่มีพลังยิ่งยวด หลายคนเปลี่ยนพฤติกรรมแย่ ๆ  เลิกนิสัยไม่ดีได้ด้วยการปฏิบัติธรรม

สรุป

การเพิ่ม พลังบวก เติมพลังให้ชีวิต 9 ข้อ ง่าย ๆ ที่นำมาเสนอนี้ เป็นเรื่องปรับตัวปรับทัศนคติตัวเอง การฝึกให้มองโลกในแง่ดีใครก็ทำได้ เพียงให้เปิดใจมองตัวเองในด้านไม่ดี แล้วค่อย ๆ ปรับ เลิก ลด พฤติกรรมด้านลบออกไป คนเรามีสมองอันประเสริฐ เราสามารถพัฒนาได้ ทุกวันให้เราอยู่กับปัจจุบัน หมั่นฝึกสติ ยามใดที่เราไปเจอคน หรือเหตุการณ์ไม่ดี ให้เรามองแล้วปล่อยผ่านมันไปอย่าไปสนใจเก็บมาคิด รู้จักให้อภัย การคิดบวกฝึกไม่ยาก การใช้ชีวิตในแต่ละวันอย่าได้ประมาท หมั่นทำบุญทำน สวดมนต์ไหว้พระ ทำตามข้อแน่ะนำทั้ง 9 ข้อที่กล่าวมาแล้ว ชีวิตท่านก็จะดีขึ้น่ไม่มีตกต่ำ

 

คำเตือน : บทความนี้เป็นลิขสิทธิ์ของเว็บไซต์ไมตรีพระเครื่อง ห้ามมิให้บุคคลใดคัดลอก ลอกเลียน ดัดแปลง ทำซ้ำ หรือนำเนื้อหาส่วนหนึ่งส่วนใดในเว็บไซต์นี้ ไปใช้กับเว็บไซต์อื่นหรือธุรกรรมอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร ผู้ใดละเมิดจะถูกดำเนินคดีตามที่กฏหมายบัญญัติไว้สูงสุด

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

https://advicecenter.kkpfg.com/th/good-vibes/7-things-to-keep-your-positive-thinking

แชร์ให้เพื่อน
error: Content is protected !!