รอยจารพระเครื่อง หรือ “ลายมือจาร” บนวัตถุมงคล ถือเป็นศิลปะและศาสตร์ที่เพิ่มคุณค่าความศักดิ์สิทธิ์ให้กับพระเครื่อง รอยจารของพระเกจิอาจารย์เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของความเข้มขลัง เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของตัวตนของพระเกจิอาจารย์ผู้ปลุกเสก หรือผู้จารอักขระไว้ในองค์พระ รอยจารเปรียบได้กับลายเซ็นแห่งศักดิ์สิทธิ์ที่บรรจุซ้อนไว้บนวัตถุมงคล รอยจารของพระเกจิอาจารย์แต่ละท่านจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เหมือนเป็นลายเซ็นที่แต่ละท่านจะไม่ซ้ำกัน ความคมของเส้น ความหนักเบา ความลึกของรอย ตลอดจนคาถาที่จารลงไปเป็นคาถาที่ท่านสำเร็จวิชาอาคม วิทยาการไสยเวทย์
พระเครื่องที่มีรอยจารส่วนใหญ่จารด้วยลายมือของพระเกจิอาจารย์ ซึ่งพระอาจารย์จะใช้เหล็กจาร เขียนอักขระเลขยันต์ลงบนองค์พระ การจารสามารถจารได้ทั้ง พระเนื้อโลหะ เนื้อดิน เนื้อผง เนื้อไม้ ตลอดจนเครื่องรางของขลัง พระเครื่องที่ผ่านการปลุกเสกแล้วจะมีพุทธคมความศักดิ์สิทธิ์ในตัว เมื่อพระอาจารย์นำพระเครื่องมาจารอักขระลงไปอีก ยิ่งทำให้พระเครื่องเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์มากยิ่งขึ้น

การจารพระเครื่องเกิดขึ้นเมื่อใด
การจารพระเครื่องเกิดพร้อม ๆ กับการสร้างพระเครื่องเลยก็ว่าได้ เนื่องจากกรรมวิธีการสร้างพระเครื่องตามตำรับโบราณ พระเกจิอาจารย์ท่านจะนำเอาดินสอเขียนคาถาบนกระดานชนวนแล้วลบเอาผงมาเป็นมวลสารในการสร้างพระ ส่วนพระเนื้อโลหะ พระอาจารย์ท่านก็จะใช้เหล็กจารเขียนคาถาบนแผ่นโลหะ ซึ่งมีทั้ง แผ่นทองคำ แผ่นเงิน แผ่นทองเหลือง ทองแดง หรือโลหะอื่น ๆ แล้วนำแผ่นโลหะมาหลอมในเตาหลอม

การจารแบ่งเป็นกี่แบบ
โดยทั่วไปการจารพระเครื่องแบ่งเป็น 3 แบบดังนี้
1. จารก่อนการสร้างพระเครื่อง
การสร้างพระยุคเก่าพระเกจิอาจารย์ท่านจะจารอักขระคาถาทั้งก่อนสร้างระหว่างสร้างพระเครื่อง (กรรมวิธีเตรียมมวลสารสร้างพระเครื่อง สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ ประวัติการสร้างพระเครื่องไทย)

2. จารระหว่างการสร้างพระเครื่อง
การจารระหว่างการสร้างพระเครื่องมักจะกับพระเครื่องที่สร้างด้วยเนื้อดิน เนื้อผง เนื้อว่าน โดยพระเกจิอาจารย์จะจารอักขระลงบนพระเครื่องระหว่างการสร้าง ตอนที่พระเครื่องยังหมาด ๆ หรือยังไม่แห้ง การจารลักษณะนี้เรียกได้อีกแบบว่า “การจารสด”
3. จารหลังจากพระเครื่องสร้างเสร็จแล้ว
พระเครื่องที่สร้างเสร็จแล้วโดยปกติจะไม่ได้มีการจาร เพราะพระเกจิท่านได้จารอักขระในขั้นตอนการสร้างพระเครื่องอยู่แล้ว แต่อาจมีลูกศิษย์ใกล้ชิดนำพระเครื่องให้พระเกจิอาจารย์จารต่างหาก ซึ่งพระเกจิอาจารย์ท่านก็ได้เมตตาจารให้
พระเกจิอาจารย์ยุคเก่าที่มักจารอักขระบนพระเครื่องให้ลูกศิษย์มีอยู่หลายองค์ อาทิเช่น หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค หลวงพ่อโบ้ย วัดมะนาว หลวงพ่อโด่ง วัดคลองมะดัน หลวงพ่อกวย วัดโฆษิตาราม หลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่ หลวงพ่อน้อย วัดศรีษะทอง หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย เป็นต้น
ในปัจจุบัน รอยจารยังคงได้รับความนิยมในวงการพระเครื่อง เพราะเป็นลายมือของพระเกจิอาจารย์เพิ่มคุณค่าทางจิตใจ นักนิยมสะสมพระเชื่อกันว่าพระเครื่องที่มีรอยจาร จะมีพุทธคุณล้ำกว่าพระเครื่องที่ไม่มีรอยจาร อีกทั้งพระเครื่องที่มีร้อยจารยังมีสนนราคาแพงกว่าพระเครื่องที่ไม่มีรอยจาร ด้วยพระเครื่องที่มีรอยจารมีน้อยและเป็นที่ต้องการของลูกศิษย์มาก

สรุป
รอยจารพระเครื่อง ไม่ใช่แค่รอยบนเนื้อพระ แต่คือลายมือของพระเกจิอาจารย์ร่องรอยแห่งความศักดิ์สิทธิ์ วิชา และศรัทธาที่สืบทอดกันมาเป็นพันปีรอยจารพระเครื่องปรากฏได้ทั้งบนพระเครื่องและเครื่องรางของขลัง พระเครื่ององค์ไหนที่มีรอยจารแสดงว่าพระเกจิอาจารย์ท่านได้ปลุกเสกเป็นครั้งที่สอง เพราะระหว่างที่ท่านลงเหล็กจารท่านก็ได้สวดพระคาถากำกับไว้อีกชั้นหนึ่งด้วย นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้พระเครื่องที่มีรอยจารได้รับความนิยมมากและราคาแพง
คำเตือน : บทความนี้เป็นลิขสิทธิ์ของเว็บไซต์ไมตรีพระเครื่อง ห้ามมิให้บุคคลใดคัดลอก ลอกเลียน ดัดแปลง ทำซ้ำ หรือนำเนื้อหาส่วนหนึ่งส่วนใดในเว็บไซต์นี้ ไปใช้กับเว็บไซต์อื่นหรือธุรกรรมอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร ผู้ใดละเมิดจะถูกดำเนินคดีตามที่กฏหมายบัญญัติไว้สูงสุด

